
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เริ่ม 1 ตุลาคม 2569 — สรุปสิ่งที่นายจ้างต้องทำ ก่อนถึงวันจริง
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปและยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีหน้าที่ตามกฎหมายในการหักเงินสะสมจากลูกจ้างและจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นี่คือหน้าที่ใหม่ที่กระทบงานเงินเดือนของแทบทุกบริษัทขนาดกลางขึ้นไปในประเทศไทย บทความนี้สรุปเฉพาะสิ่งที่นายจ้างต้องรู้และต้องทำ อ้างอิงจากกฎหมายที่ประกาศแล้ว
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร
กองทุนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 13 (มาตรา 126–138) มีหลักการคล้ายการออมภาคบังคับ: ลูกจ้างถูกหักเงินสะสมส่วนหนึ่งจากค่าจ้าง นายจ้างจ่ายเงินสมทบเท่ากัน เมื่อลูกจ้างออกจากงานไม่ว่ากรณีใด — ลาออก เลิกจ้าง หมดสัญญา เกษียณ หรือเสียชีวิต — ลูกจ้างหรือผู้รับประโยชน์ได้รับเงินก้อนทั้งสองส่วนคืนจากกองทุน
ทำไมเพิ่งมาบังคับตอนนี้
กฎหมายแม่มีมาตั้งแต่ปี 2541 แต่เพิ่งมีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเริ่มเก็บเงินจริง (ประกาศราชกิจจานุเบกษา 15 พฤศจิกายน 2567) เดิมกำหนดเริ่ม 1 ตุลาคม 2568 ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติ (26 สิงหาคม 2568) เลื่อนออกไป 1 ปี — วันบังคับใช้จริงคือ 1 ตุลาคม 2569
ใครต้องเข้า ใครได้รับยกเว้น
| ต้องเข้า (บังคับ) | ไม่บังคับ |
|---|---|
| นายจ้างที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป และไม่ได้จัดกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือการสงเคราะห์อื่นตามกฎกระทรวง | นายจ้างที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 10 คน (สมัครใจเข้าได้ด้วยแบบ สกล.3/1) |
| ลูกจ้างที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ — แม้บริษัทจะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ถ้าลูกจ้างคนไหนไม่ได้สมัครเป็นสมาชิก นายจ้างต้องพาคนนั้นเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแทน | ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว · กิจการนอกบังคับ พ.ร.บ. เช่น งานเกษตร งานบ้าน มูลนิธิ |
จุดที่นายจ้างมักเข้าใจผิด: การยกเว้นนับรายลูกจ้าง ไม่ใช่รายบริษัท — บริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแต่มีพนักงานบางส่วนไม่ได้เป็นสมาชิก ยังมีหน้าที่กับพนักงานกลุ่มนั้นอยู่
ลูกจ้างที่อยู่ในข่ายรวมถึง พนักงานทดลองงาน พนักงานชั่วคราว พนักงานสัญญาจ้างมีกำหนดเวลา แรงงานต่างด้าว และพนักงานที่จ้างต่อหลังเกษียณ ส่วนที่ไม่อยู่ในข่ายคือผู้รับจ้างอิสระที่นายจ้างไม่มีอำนาจบังคับบัญชา และนักศึกษาฝึกงานตามหลักสูตร
หักเท่าไหร่ คิดจากอะไร
- อัตราช่วงแรก (1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2574): ฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง (ลูกจ้างถูกหัก 0.25% + นายจ้างสมทบ 0.25%) และตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574 เพิ่มเป็นฝ่ายละ 0.5% — ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 (ราชกิจจานุเบกษา 15 กันยายน 2568)
- ไม่มีเพดานค่าจ้าง — ต่างจากประกันสังคมที่คำนวณบนเพดานค่าจ้าง (ปัจจุบัน 17,500 บาท ตามกฎกระทรวงที่มีผล 1 มกราคม 2569) กองทุนนี้คิดจากค่าจ้างจริงทั้งจำนวน พนักงานเงินเดือนสูงจะถูกหักมากตามจริง
- ฐานที่ใช้คือ ค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้าง — เงินได้ที่เป็นสวัสดิการหรือเงินจูงใจ (เช่น โบนัส) ไม่นำมารวม
ตัวอย่าง: พนักงานเงินเดือน 30,000 บาท ถูกหัก 75 บาท/เดือน นายจ้างสมทบอีก 75 บาท — ต่อพนักงาน 100 คน เงินเดือนเฉลี่ย 20,000 บาท ต้นทุนใหม่ฝั่งนายจ้างประมาณ 5,000 บาท/เดือน
ต้องยื่นอะไร เมื่อไหร่
| ขั้นตอน | กำหนด |
|---|---|
| ขึ้นทะเบียนสมาชิกกองทุนด้วย แบบ สกล.3 | ก่อนเริ่มหักงวดแรก |
| หักเงินสะสม + สมทบ งวดแรก | ค่าจ้างงวดเดือนตุลาคม 2569 |
| นำส่งเงินงวดแรก | ภายใน 15 พฤศจิกายน 2569 (ทุกงวดถัดไป = ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป) |
| ช่องทาง | ระบบ e-Service กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน · ธนาคารที่ตกลงกับกรม · สำนักงานสวัสดิการฯ พื้นที่ |
| ให้ลูกจ้างระบุผู้รับประโยชน์กรณีเสียชีวิต | แบบ สกล.5 |
ถ้าไม่ทำ เกิดอะไรขึ้น
ไม่ยื่นแบบ ไม่แจ้งเปลี่ยนแปลง หรือแจ้งข้อมูลเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการนำส่งเงินช้าหรือไม่ครบ ต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือนของเงินที่ค้าง
คำถามที่นายจ้างถามบ่อย
บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ต้องทำอะไรไหม
ถ้าลูกจ้างทุกคนเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไม่ต้องเข้ากองทุนนี้ แต่ถ้ามีลูกจ้างบางคนไม่ได้เป็นสมาชิก นายจ้างต้องพาเฉพาะคนกลุ่มนั้นเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง — ควรไล่รายชื่อตรวจเป็นรายคนก่อนถึงตุลาคม
บริษัทมีพนักงานไม่ถึง 10 คน ต้องทำไหม
ไม่บังคับ แต่สมัครใจเข้าได้ด้วยแบบ สกล.3/1 หากนายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังไง
หลักการคล้ายกัน (ออมสองฝ่าย ได้คืนเมื่อออกจากงาน) แต่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นภาคบังคับตามกฎหมายในอัตราตายตัว ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นความสมัครใจที่อัตราสะสมสูงกว่าได้ (2–15%) และมีนโยบายลงทุน — บริษัทที่อยากให้สวัสดิการเหนือขั้นต่ำมักเลือกตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งได้รับยกเว้นจากกองทุนนี้ไปพร้อมกัน
พนักงานทดลองงานกับพนักงานสัญญาชั่วคราว ต้องหักด้วยไหม
ต้อง — ลูกจ้างตามสัญญาจ้างทุกประเภทที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของนายจ้างอยู่ในข่ายทั้งหมด รวมถึงแรงงานต่างด้าวและพนักงานจ้างหลังเกษียณ
ใช้พนักงาน outsource อยู่ ใครมีหน้าที่ส่งเงินกองทุน
นายจ้างตามกฎหมายของพนักงาน outsource คือบริษัทผู้ให้บริการ outsource ไม่ใช่บริษัทที่พนักงานไปประจำ ดังนั้นหน้าที่ขึ้นทะเบียน หักเงิน และนำส่ง เป็นของผู้ให้บริการ — ที่ Workwise เราเป็นนายจ้างของพนักงานที่ส่งไปประจำที่ลูกค้า งานกองทุนนี้จึงเป็นความรับผิดชอบของเราตั้งแต่ต้นจนจบ ลูกค้าไม่ต้องเพิ่มภาระงานเงินเดือนของตัวเอง
ถ้าใช้บริการรับทำเงินเดือน (payroll outsourcing) ล่ะ
ตัวนายจ้างยังเป็นผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย แต่งานปฏิบัติทั้งหมด — คำนวณ หักเงิน ยื่นแบบ นำส่งให้ทันวันที่ 15 — เป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการ payroll ทำให้ได้ครบ เช่นเดียวกับที่ทำประกันสังคมและภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้อยู่แล้ว
เช็คลิสต์เตรียมตัวก่อน 1 ตุลาคม 2569
- นับจำนวนลูกจ้างจริงวันนี้ — ถึง 10 คนหรือไม่ (รวมทดลองงาน/ชั่วคราว)
- ไล่รายชื่อว่าใครเป็น/ไม่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ — กลุ่มที่ไม่เป็นคือกลุ่มที่ต้องเข้ากองทุนนี้
- ตัดสินใจเชิงนโยบาย: จะเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง หรือตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ครอบคลุมทุกคนแทน (ตั้งได้ก่อน ต.ค. = ได้ยกเว้นพร้อมยกระดับสวัสดิการ)
- เตรียมระบบเงินเดือนให้รองรับรายการหักใหม่ + อัปเดตสลิป
- ยื่นแบบ สกล.3 ขึ้นทะเบียน + ให้พนักงานกรอก สกล.5 (ผู้รับประโยชน์)
- แจ้งพนักงานล่วงหน้า — เงินเดือนตุลาคมจะถูกหักครั้งแรก อย่าให้พนักงานเห็นยอดหักโดยไม่รู้ที่มา
- วางปฏิทินนำส่งก่อนวันที่ 15 ของทุกเดือน เริ่ม 15 พ.ย. 2569
เตรียมพร้อมก่อน 1 ตุลาคม 2569
ถ้าอยากให้ทีมช่วยเตรียมระบบเงินเดือนให้พร้อมก่อน 1 ตุลาคม 2569 หรือสนใจบริการรับทำเงินเดือนของเรา เล่าโจทย์ของคุณให้เราฟังได้
เล่าโจทย์ผ่านฟอร์ม