คู่มือค่าบริการบริษัทจัดหางานในประเทศไทย
กลับไปหน้า Insights

ค่าบริการบริษัทจัดหางานในไทย คิดยังไง จ่ายตอนไหน คุ้มไหม — คู่มือฉบับตรงไปตรงมาสำหรับนายจ้าง

ถ้าคุณเป็น HR หรือเจ้าของธุรกิจที่กำลังพิจารณาใช้บริษัทจัดหางาน (recruitment agency) เป็นครั้งแรก คำถามแรกในใจมักจะเป็นคำถามเดียวกันเสมอ — “แล้วค่าบริการเท่าไหร่ คิดยังไง”

เป็นคำถามที่สมควรได้คำตอบตรง ๆ แต่น่าเสียดายที่หลาย agency มักตอบอ้อม ๆ จนกว่าจะได้คุยกันจริง บทความนี้เราจึงอยากอธิบายให้จบในที่เดียว: บริษัทจัดหางานในไทยคิดเงินกันแบบไหน จ่ายตอนไหน มีเงื่อนไขอะไรที่ควรรู้ก่อนเซ็นสัญญา และจะรู้ได้อย่างไรว่า “คุ้ม”

บริษัทจัดหางานคิดเงินยังไง — 3 โมเดลหลักที่ใช้กันในตลาด

ค่าบริการของ recruitment agency ในไทยขึ้นอยู่กับ ประเภทบริการ เป็นหลัก ซึ่งแบ่งได้ 3 กลุ่มใหญ่

1. Permanent Recruitment (จัดหาพนักงานประจำ) — คิดเป็น % ของค่าตอบแทนรายปี

นี่คือโมเดลที่คนนึกถึงมากที่สุด เมื่อ agency หาผู้สมัครให้จนบริษัทตัดสินใจจ้าง ค่าบริการจะคิดเป็น เปอร์เซ็นต์ของค่าตอบแทนรายปี (annual remuneration) ของตำแหน่งนั้น

จุดที่นายจ้างมือใหม่มักเข้าใจคลาดเคลื่อนคือคำว่า “ค่าตอบแทนรายปี” — โดยทั่วไปในตลาดไม่ได้หมายถึงเงินเดือน × 12 เท่านั้น แต่มักรวมเงินเดือนตามจำนวนงวดที่จ่ายจริง (บางสัญญาใช้ฐาน 13 เดือนถ้ามีโบนัสการันตี) รวมถึงค่าตอบแทนอื่นที่ระบุในสัญญาจ้าง เช่น ค่ารถ ค่าที่พัก หรือค่าครองชีพ แล้วแต่ที่ตกลงกันในสัญญาบริการ ดังนั้น ก่อนเซ็นสัญญา ให้ถามเสมอว่า “ฐานการคำนวณ” รวมอะไรบ้าง

อัตราในตลาดไทยโดยทั่วไปอยู่ในช่วงประมาณ 15–25% ของแพ็คเกจรายปี ขึ้นอยู่กับระดับตำแหน่งและความยากของงานสรรหา ตำแหน่งระดับบริหารหรือตำแหน่งเฉพาะทางมักอยู่ปลายสูงของช่วงนี้ นอกจากนี้หลาย agency มี ค่าบริการขั้นต่ำต่อการจ้าง (minimum fee) สำหรับตำแหน่งเงินเดือนไม่สูง เพื่อให้ครอบคลุมต้นทุนการสรรหา

2. Staffing & Outsourcing (จ้างพนักงานผ่าน agency) — คิดเป็นค่าบริหารรายเดือน

กรณีนี้พนักงานเป็นลูกจ้างของ agency แต่ไปปฏิบัติงานที่บริษัทคุณ ค่าบริการจะคิดเป็น management fee รายเดือน ซึ่งในตลาดมี 2 รูปแบบหลัก: คิดเป็นเปอร์เซ็นต์บวกเพิ่มจากเงินเดือนพนักงาน (mark-up) หรือตกลงเป็น ราคาเหมาต่อหัวต่อเดือน (lump-sum) ค่าบริการส่วนนี้มักครอบคลุมการทำเงินเดือน ประกันสังคม สวัสดิการ และงานบริหารพนักงานทั้งหมด — อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้า บริการ outsource พนักงาน ของเรา

3. Payroll (จ้างทำเงินเดือน) — คิดต่อหัวต่อเดือน

กรณีที่บริษัทหาคนได้เองแต่อยากให้ agency เป็นนายจ้างตามกฎหมายและดูแลงานเงินเดือน/เอกสารทั้งหมด ค่าบริการมักคิด ต่อหัวต่อเดือน ในอัตราที่ต่ำกว่า staffing เต็มรูปแบบ เพราะ agency ไม่ต้องสรรหาให้ ดูรายละเอียดที่หน้า บริการ payroll outsourcing

จ่ายตอนไหน — หลักการ “Success-Based” ที่นายจ้างควรรู้

ข่าวดีที่สุดสำหรับนายจ้างคือ: บริการ Permanent Recruitment ตามมาตรฐานตลาดเป็นแบบ success-based — ไม่ได้คนไม่ต้องจ่าย

หมายความว่า agency จะลงแรงค้นหา คัดกรอง สัมภาษณ์เบื้องต้น และนำเสนอผู้สมัครให้คุณโดยไม่มีค่าใช้จ่ายล่วงหน้า ค่าบริการจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อคุณตกลงจ้างผู้สมัครและผู้สมัครเริ่มงานจริงโดยทั่วไปใบแจ้งหนี้จะออก ณ วันเริ่มงาน และมีเครดิตเทอมตามที่ตกลงในสัญญา (ในตลาดมักอยู่ราว 30 วัน)

ข้อยกเว้นที่ควรรู้: การสรรหาระดับผู้บริหารสูง (executive search / retained search) บางกรณีอาจมีการแบ่งจ่ายเป็นงวด เช่น จ่ายส่วนหนึ่งเมื่อเริ่มโปรเจกต์ แต่สำหรับการสรรหาทั่วไปในไทย success-based คือมาตรฐาน — ถ้า agency ไหนขอเก็บเงินก่อนเห็นผู้สมัครสำหรับงานสรรหาทั่วไป ควรถามเหตุผลให้ชัดเจน

Guarantee Period — ตัวป้องกันความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดในสัญญา

คำถามที่นายจ้างกังวลที่สุด: “จ่ายไปแล้ว ถ้าพนักงานลาออกใน 2 เดือนล่ะ?”

นี่คือหน้าที่ของ ระยะเวลารับประกัน (guarantee period) — เงื่อนไขมาตรฐานที่ agency มืออาชีพต้องมี โดยทั่วไปในตลาดไทยอยู่ที่ประมาณ 3 เดือน (บางเจ้าอาจสั้นหรือยาวกว่านี้) หากพนักงานลาออกเองหรือถูกเลิกจ้างเพราะผลงานภายในช่วงรับประกัน agency จะ หาคนทดแทนให้โดยไม่คิดค่าบริการเพิ่ม (บางสัญญาอาจเป็นการคืนเงินบางส่วนแทน — ต้องอ่านเงื่อนไขให้ชัด)

สิ่งที่ควรตรวจในข้อ guarantee ก่อนเซ็น:

  • ระยะเวลารับประกันกี่วัน/กี่เดือน นับจากวันไหน
  • รับประกันแบบ “หาคนแทน” หรือ “คืนเงิน” หรือเลือกได้
  • เงื่อนไขยกเว้น เช่น กรณีบริษัทปรับโครงสร้าง ยุบตำแหน่ง หรือเปลี่ยนขอบเขตงานเอง มักไม่อยู่ในการรับประกัน

ที่ Workwise ทุกการจัดหาพนักงานประจำมาพร้อมระยะเวลารับประกัน เพราะเราเชื่อว่าความรับผิดชอบของเรา ไม่ได้จบที่วันที่ผู้สมัครเซ็นสัญญา แต่จบเมื่อคนที่เราส่งไป “อยู่แล้วเวิร์ค”

อะไรทำให้ค่าบริการสูงขึ้นหรือต่ำลง

ค่าบริการจัดหางานไม่ใช่ตัวเลขตายตัว ปัจจัยหลักที่ขยับราคาในตลาด ได้แก่

  1. ระดับและความหายากของตำแหน่ง — ตำแหน่งผู้บริหาร ตำแหน่งเฉพาะทาง หรือตำแหน่งที่ต้องการทักษะภาษาเฉพาะ เช่น การสรรหาผู้สมัครที่ใช้ภาษาญี่ปุ่น มี talent pool เล็กกว่า จึงใช้แรงสรรหามากกว่า
  2. จำนวนตำแหน่ง (volume) — จ้างหลายตำแหน่งต่อเนื่องมักต่อรองอัตราได้ดีกว่าจ้างครั้งเดียว
  3. ระยะเวลาและความต่อเนื่องของความร่วมมือ — พาร์ทเนอร์ระยะยาวมักได้เงื่อนไขที่ยืดหยุ่นกว่า
  4. ความยากของเงื่อนไขงาน — ที่ตั้งต่างจังหวัด งบเงินเดือนต่ำกว่าตลาด หรือข้อจำกัดเช่นห้ามดึงคนจากคู่แข่งโดยตรง
  5. ขอบเขตบริการเพิ่มเติม — เช่น การทำ market mapping, การประเมินผู้สมัครเชิงลึก หรือการลงประกาศในสื่อพิเศษตามที่ลูกค้าร้องขอ

ประสบการณ์ตรงของเรา: เคยมีลูกค้าที่มีหลายหน่วยธุรกิจ ซึ่งแต่ละทีมมีความต้องการและงบไม่เท่ากัน เราปรับโครงสร้างราคาและเงื่อนไขให้แยกตามแต่ละทีมได้ — โมเดลค่าบริการที่ดีควรยืดหยุ่นตามโครงสร้างของลูกค้า ไม่ใช่บังคับให้ลูกค้าปรับตัวเข้าหา agency

แล้ว “คุ้ม” ไหม — วิธีคิดที่แฟร์กับตัวเอง

การเทียบว่าคุ้มหรือไม่ ไม่ควรเทียบค่าบริการกับ “ศูนย์บาท” แต่ควรเทียบกับ ต้นทุนจริงของการหาคนเอง และต้นทุนของตำแหน่งที่ว่างนาน:

  • เวลาของ HR และผู้จัดการที่ต้องคัดใบสมัคร นัดสัมภาษณ์ และสัมภาษณ์คนที่ไม่ตรง
  • ค่าเสียโอกาสของตำแหน่งที่ว่าง — งานที่ไม่เดิน ยอดที่ไม่เกิด ทีมที่แบกงานแทน
  • ความเสี่ยงจ้างผิดคน ซึ่งมีต้นทุนทั้งเงินเดือนที่จ่ายไป เวลา onboarding และการเริ่มหาใหม่ตั้งแต่ศูนย์

เรามีลูกค้าบริษัทมหาชนรายหนึ่งที่ตำแหน่งผู้บริหารว่างมานาน 7 เดือน ผ่านการดูผู้สมัครมากกว่า 30 คนแต่ยังไม่ได้คนที่ใช่ เมื่อทำงานร่วมกัน เราใช้เวลาทำความเข้าใจบริบทองค์กรและวัฒนธรรมก่อน แล้วนำเสนอผู้สมัครคุณภาพเพียง 3 คน จนปิดตำแหน่งได้ในงบที่ลูกค้าตั้งไว้ — คำถามที่น่าคิดคือ ต้นทุนของ 7 เดือนที่ว่างนั้น เทียบกับค่าบริการจัดหางานแล้ว อะไรแพงกว่ากัน

7 คำถามที่ควรถาม agency ก่อนเซ็นสัญญา

  1. ค่าบริการคิดจากฐานอะไร — เงินเดือนอย่างเดียว หรือรวม allowance/โบนัสด้วย
  2. เป็น success-based ใช่หรือไม่ มีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าหรือค่าธรรมเนียมแอบแฝงไหม
  3. Guarantee period นานเท่าไหร่ เงื่อนไขเป็นแบบหาคนแทนหรือคืนเงิน
  4. มีค่าบริการขั้นต่ำต่อการจ้างหรือไม่ เท่าไหร่
  5. ใบแจ้งหนี้ออกเมื่อไหร่ เครดิตเทอมกี่วัน มีเบี้ยปรับล่าช้าไหม
  6. ทีมที่ดูแลเรามีประสบการณ์ในอุตสาหกรรม/ประเภทตำแหน่งของเราจริงไหม ขอดูตัวอย่างเคสที่ใกล้เคียงได้หรือไม่
  7. กระบวนการคัดกรองก่อนส่งผู้สมัครมีอะไรบ้าง — คัดจากคีย์เวิร์ด หรือสัมภาษณ์และตรวจสอบความคาดหวังเรื่องค่าตอบแทนมาแล้ว

agency ที่ตอบคำถามพวกนี้ได้ชัด ตรง และไม่อึดอัด คือสัญญาณที่ดีที่สุดสัญญาณหนึ่ง

สรุป

ค่าบริการบริษัทจัดหางานในไทยมี 3 โมเดลหลัก: เปอร์เซ็นต์ของแพ็คเกจรายปีสำหรับพนักงานประจำ (success-based — ได้คนแล้วค่อยจ่าย), ค่าบริหารรายเดือนสำหรับ staffing & outsourcing, และค่าบริการต่อหัวสำหรับ payroll ทุกโมเดลควรมาพร้อมเงื่อนไขที่โปร่งใส ฐานคำนวณที่ชัดเจน และการรับประกันที่เป็นธรรม

อยากได้ตัวเลขที่ชัดเจนสำหรับโจทย์ของบริษัทคุณ?

คุยกับทีมของเราได้เลย — เราออกแบบข้อเสนอตามโครงสร้างและงบของคุณ ไม่มีข้อผูกมัด และไม่มีค่าใช้จ่ายจนกว่าคุณจะได้คนที่ใช่

ปรึกษาทีม Workwise